วันพฤหัสบดีที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2560

นวัตกรรมการพัฒนารูปแบบประเมินตนเองออนไลน์ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในเขตเมืองจังหวัดพิษณุโลก

หลักการและเหตุผล / ที่มา

          ในเขตเมืองพิษณุโลก มีเมืองใหญ่ ๒ แห่งที่มีประชากรอยู่อาศัยหนาแน่นเกิน ๑๐,๐๐๐ คน ความหนาแน่นของประชากรมากกว่า ๓,๘๐๐ คน ต่อพื้นที่ ๑ ตารางกิโลเมตร คือ เขตเทศบาลนครพิษณุโลก และเทศบาลเมืองอรัญญิก  จากรายงาน Annual Surveillance Report ปี ๒๕๕๘ ของหน่วยงาน พบว่า จังหวัดพิษณุโลกมีอัตราป่วยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หลัก ๕ โรค ( หนองในแท้, หนองในเทียม, ซิฟิลิส, แผลริมอ่อน , ฝีมะม่วง ) สูงมากที่สุดโดยมีอัตราป่วย ๕๙.๖ ต่อแสนประชากร  โดยเฉพาะในเขตเมืองใหญ่ ๒ แห่ง (เทศบาลนครพิษณุโลก และ เทศบาลเมืองอรัญญิก)   มีสัดส่วนผู้ป่วยโรคนี้มากถึงร้อยละ ๖๗ ของผู้ป่วยทั้งจังหวัดพิษณุโลก เมื่อวิเคราะห์แล้วอัตราป่วยนี้ยังต่ำอยู่มาก เพราะเป็นข้อมูลรายงาน ๕๐๖ เพียงส่วนเดียวจากโรงพยาบาลของรัฐในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขเท่านั้น จึงยังมีประชาชนในเขตเมืองอีกจำนวนมากที่ยังเข้าไม่ถึงบริการเชิงรุกในการตรวจคัดกรองโรค เพื่อรับทราบสถานะความเจ็บป่วยของตนเอง อันจะทำให้การป้องกันควบคุมโรคติดต่อนี้ในเขตเมืองดำเนินการได้อย่างไม่ครอบคลุม รอบด้าน

วัตถุประสงค์
           ๑. เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนกลุ่มเสี่ยงได้เข้าถึงบริการเชิงรุกการคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ รับรู้สถานะระดับความเสี่ยงของตนเองในเบื้องต้น ค้นหาผู้ป่วยรายใหม่ได้เพิ่มขึ้น
           ๒. เพื่อให้ประชาชนรุ่นใหม่กลุ่มเสี่ยง เกิดความตระหนักในการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ด้วยตนเองมากขึ้น

วิธีการที่ใช้
               สร้างนวัตกรรมแบบประเมินความเสี่ยงสุขภาพทางเพศด้วยตนเองในเขตเมืองจังหวัดพิษณุโลก ดำเนินการให้ผู้เชี่ยวชาญ / ผู้ทรงคุณวุฒิ ตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ พัฒนาเว็ปไซต์การประเมินตนเองออนไลน์ฯ  ดำเนินการทดลองและสนับสนุนการใช้รูปแบบ ฯ

ผลการศึกษา / ผลการดำเนินงาน
             ได้นวัตกรรมรูปแบบประเมินตนเองออนไลน์โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในเขตเมืองจังหวัดพิษณุโลก  โดยมีลักษณะรูปแบบที่สำคัญ คือ
     ๑.  ใช้ฟรีเว็ปไซต์ในการพัฒนารูปแบบประเมินออนไลน์ฯ ( คลิ๊กไปที่  https://t.co/X7tf7iww2s )  หรือใช้ App.Line เพิ่มเพื่อนแสกน QR Code ตามภาพ

๒.   ข้อคำถามจำกัดให้น้อยที่สุดจำนวน  ๑๕ ข้อ เพื่อให้โปรแกรมออนไลน์ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ และเหมาะสมกับวิถีชีวิต เวลา ความสะดวก ความร่วมมือ ของผู้ตอบแบบประเมินฯ ที่อาศัยในเขตเมือง 
๓.   แบบประเมินฯ เป็นชนิดแบบกรอกตัวเลข และเลือกคำตอบ  ผ่านทางโทรศัพท์มือถือ Smartphone ระบบ  Android หรือ IOS ใช้เวลาทำประมาณ  ๒ ๕ นาที เมื่อให้ข้อมูลครบทุกข้อแล้ว ระบบจะแสดงผลเป็นตัวเลขร้อยละทันทีว่าผู้ประเมินตนเองนั้น เสี่ยงน้อย เสี่ยงปานกลาง เสี่ยงมาก เสี่ยงมากที่สุด พร้อมมีคำแนะนำในการเข้ารับการตรวจทางห้องปฏิบัติการยืนยันผลทางวิทยาศาสตร์
๔.  สร้างภาพคิวอาร์โค๊ด (QR: Quick Response Code) เชื่อมกับ URL Address ของแบบสอบถามออนไลน์ สามารถใช้ Application LINE เพิ่มเพื่อนสแกนรูปแปลงเข้าสู่แบบสอบถามได้ทันที 
๕.   กระจายส่งต่อภาพแบนเนอร์ QR Code ไปยังพื้นที่เขตเมืองเป้าหมายต่อผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เช่น Application Line , Facebook Group , Instragram และในเวทีการประชุม อบรม สัมมนา ทางวิชาการให้กับเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบป้องกันควบคุมโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์  จากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด  โรงพยาบาลศูนย์  โรงพยาบาลทั่วไป  โรงพยาบาลอำเภอ  กองสาธารณสุขเทศบาล  แกนนำชุมชน ฯลฯ
๖.  ดำเนินการทดลองและสนับสนุนการใช้รูปแบบประเมินตนเองออนไลน์ฯ โดยกลุ่มสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ ของหน่วยงาน  ในกลุ่มเป้าหมายเสี่ยงสูงนักศึกษา  พบว่ามีผลตอบรับดี และสามารถคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ทั้งเพศชาย และหญิง ส่งต่อเข้าสู่ระบบบริการสุขภาพเขตเมือง
๗.  สร้างความแปลกใหม่ และดึงดูดความสนใจของกลุ่มเป้าหมายที่จะประเมินความเสี่ยงสุขภาพทางเพศด้วยตนเองมากขึ้น


สรุปและวิจารณ์
           นวัตกรรมการพัฒนารูปแบบประเมินตนเองออนไลน์โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในเขตเมืองจังหวัดพิษณุโลก ของ สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ ๒ พิษณุโลก กรมควบคุมโรค เป็นนวัตกรรมการพัฒนา ลักษณะที่สำคัญ คือ ดำเนินการทางเว็ปไซต์  เผยแพร่ภาพ QR Code ผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์  จึงแบ่งปันส่งออกกระจายแบบประเมินจากหน่วยงานสู่สาธารณะได้อย่างมีประสิทธิภาพในวงกว้าง รวดเร็ว ทันต่อสถานการณ์ กระจายเข้าถึงประชาชนกลุ่มเสี่ยงได้ทุกระดับได้ภายในเวลาอันสั้น ไร้ขอบเขตข้อจำกัดด้านเวลาและพื้นที่  เป็นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีผสานต่อเกื้อกูลไขว้ซึ่งกันและกัน  เหมาะสมกับวิถีชีวิตคนเมือง  ผู้ตอบประเมินตนเองสามารถกระทำได้ด้วยตนเองผ่านโทรศัพท์มือถือชนิด Smartphone  ที่ใด เวลาใดก็ได้ที่สะดวก  และไม่รู้สึกกระดากอายในการเลือกตอบแบบประเมิน เนื่องจากไม่ต้องเปิดเผยความลับเฉพาะตนต่อผู้อื่นต่อหน้า จึงกล้าที่จะให้ข้อมูลตามจริงมากกว่าแบบประเมินลักษณะอื่น เปิดโอกาสในการรับทราบสถานะสุขภาพของตนเอง  เป็นการสื่อสารทางตรงถึงประชาชนได้มากขึ้น


ข้อเสนอแนะ
             ทิศทางการใช้ประโยชน์ในระยะต่อไป สถาบันป้องกันควบคุมโรคเขตเมือง กรมควบคุมโรค และหน่วยงานในระดับพื้นที่ควรใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมการพัฒนารูปแบบประเมินตนเองออนไลน์ฯ ที่ได้พัฒนาไว้  โดยการต่อยอดรับช่วงต้นแบบที่สร้างไว้ไปบริหารจัดการ  ขยายผลการเข้าถึงเป็น Application Smartphone สร้างกลุ่มรับข่าวเฉพาะที่ตรงเป้าหมาย เผยแพร่ย้ำเป็นระยะอย่างสม่ำเสมอ  กระตุ้นประชาชนรุ่นใหม่กลุ่มเสี่ยงที่สนใจสื่อสารสนเทศสาธารณะ ได้เข้าถึงบริการเชิงรุกรับรู้สถานะระดับความเสี่ยงสุขภาพทางเพศด้วยตนเองในเบื้องต้น และมีความตระหนักถึงการป้องกันตนเองให้ปลอดภัยจากติดต่อของโรค ปรับเปลี่ยนทัศนคติและพฤติกรรม รู้วิธีการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงการเกิดโรค ป้องกันตนเองล่วงหน้า จะช่วยลดหรือบรรเทาความรุนแรงการเกิดโรค และการป่วยด้วยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้อย่างมาก


ภาพถ่ายประกอบ
    ลักษณะภาพภาพคิวอาร์โค๊ด (QR: Quick Response Code) เชื่อมกับ URL Address ของแบบสอบถามออนไลน์ สามารถใช้ Application LINE เพิ่มเพื่อนสแกนรูปแปลงเข้าสู่แบบสอบถามได้ทันที ที่ Weblink : https://t.co/X7tf7iww2s 





ผู้พัฒนา / เจ้าของผลงาน : เภสัชกรเชิดเกียรติ  แกล้วกสิกิจ

วันพุธที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2560

วิถีชีวิตคนเมืองแบบใดที่ทำให้สุขภาพแย่ เกิดโรคออฟฟิศซินโดรม

ในปัจจุบันวิถีชีวิตคนเมือง คือ นอกดึก ตื่นเช้า เร่งรีบกับการทำงาน  ทุกอย่างในแต่ละวันจึงเต็มไปด้วยความเร่งรีบ รวมไปถึงการทุ่มเทและให้ความสำคัญกับหน้าที่การงานและภาระต่างๆ จนหลายคนมักที่จะมองข้ามเรื่องการดูแลสุขภาพของตน ส่งผลให้คนเมืองมีภาวะร่างกายเสื่อมถอยสะสมโดยไม่รู้ตัว  จากข้อมูลด้านสาธารณสุข พบว่าร้อยละ 10 ของคนเมือง มีภาวะเสี่ยงต่อการเป็น " โรคออฟฟิศซินโดรม " วิถีชีวิตที่ทำให้สุขภาพแย่ มักมีดังนี้คือ 



1. ไม่กินอาหารมื้อเช้า  ตามหลักวิชาการแล้วอาหารมื้อเช้า เป็นมื้อที่ร่างกายจะได้รับสารอาหารและพลังงานทดแทนที่เสียไปในระหว่างกลางคืนที่ร่างกายนอนหลับยาวนาน การอดอาหารมื้อเช้าบ่อยๆ จะทำให้ร่างกายขาดพลังงาน สมองไม่ได้รับสารอาหารไปกระตุ้น จึงทำให้เรามักรู้สึกไม่สดชื่น คิดอะไรไม่ออก สมองประมวลผลช้า เมื่อสะสมไปนานๆ เข้าก็อาจก่อให้เกิดโรคตามมา เช่น โรคกรดไหลย้อน โรคเส้นเลือดในสมอง โรคหัวใจ โรคนิ่ว และโรคอัลไซเมอร์ (ความจำเสื่อม)  จากผลการศึกษาวิจัยพบว่า คนที่กินอาหารเช้าหลังตื่นนอน ชั่วโมง  จะมีแนวโน้มที่อารมณ์ดี จิตใจเบิกบาน รวมไปถึงมีทักษะการเรียนรู้และจดจำที่มากกว่าปกติ
2. ดื่มน้ำน้อย ร่างกายของคนเราส่วนใหญ่ประกอบด้วยน้ำเป็นส่วนใหญ่มากกว่าร้อยละ 70 การดื่มน้ำที่น้อยเกินไปในแต่ละวันจะส่งผลให้เลือดข้น ระบบหมุนเวียนของเหลวในร่างกายผิดปกติและมีอาการปวดศรีษะตามมา  แต่การดื่มน้ำวันละ 2-3 ลิตรจะช่วยให้ระบบอวัยวะไต สามารถดักจับไขมัน และกำจัดสารพิษต่างๆ ที่เข้าสู่ร่างกายได้ดียิ่งขึ้น ช่วยทำให้ผิวพรรณสดใส ลดปัญหาท้องผูก ช่วยควบคุมความเป็นกรด-ด่างของของเหลวในร่างกายให้อยู่ในภาวะปกติ สมองทำงานได้ดีเพราะมีน้ำหล่อเลี้ยงเพียงพอ 
3. นั่งท่าเดิมๆ ต่อเนื่องเป็นเวลานาน  คนเมือง มีพฤติกรรมการทำงานที่ต้องนั่งท่าเดิมติดต่อกันเป็นระยะเวลานานมากกว่า ชั่วโมง  เกิดอาการที่เรียกว่า โรคออฟฟิศซินโดรมคือ กล้ามเนื้ออักเสบและปวดเมื่อยล้าตามบริเวณ ไหล่ บ่า ต้นคอ หลัง  คนเมืองจึงควรลุกขึ้นขยับร่างกายเป็นระยะๆ 



4. ทำงานล่วงเวลา  (OT) ร่างกายก็เปรียบเสมือนรถยนต์  หากวิ่งตลอดเวลาไม่ได้พัก เมื่อถึงจุดหนึ่งเครื่องยนต์ก็ต้องน็อคพังชำรุด  ร่างกายของคนเราจึงควรที่จะได้รับการพักผ่อนที่เพียงพอเหมาะสม จัดสรรตารางและกำหนดขอบเขตความสำคัญของงานว่าจะทำอย่างใดก่อน-หลัง  จะได้ไม่ต้องว่างตอนกลางวันแต่งานมากตอนช่วงหลังเลิกงาน
5. นอนดึก อดนอนเป็นประจำ  การทำงานล่วงเวลาจนนอนดึก  การติดมือถือหรือโซเชียล เช่น Facebook , Instagram , Line ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้รบกวนเวลาในการนอนพักผ่อนของคนเมืองให้นอนดึกมากขึ้นกว่าเดิม   ถ้าอดนอนบ่อยๆ หรือนอนดึกติดต่อกัน ก็จะส่งผลให้สมองไม่ได้รับการพักผ่อนที่เพียงพอ ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายทำงานลดลง ขาดสมาธิ และอารมณ์แปรปรวนอยู่เสมอ 
6. ร่วมปาร์ตี้ทุกสัปดาห์  ช่วงวันท้ายสุดสัปดาห์หรือวันหยุด คนเมืองมักคิดว่าทำงานหนักมาทั้งสัปดาห์ก็ต้องปาร์ตี้ให้หายเหนื่อยสักหน่อย  แต่ความจริงแล้วร่างกายทำงานหนักติดต่อกันมาทั้งสัปดาห์แล้ว การปาร์ตี้จนร่างกายทรุดโทรมในช่วงวันหยุดนั้น  เป็นการทำร้ายร่างกายยิ่งกว่าทำงานเสียอีก เช่น แอลกอฮอล์ที่ทำลายสุขภาพโดยตรง  การอดนอนที่ทำให้ใบหน้าหมองคล้ำและสุขภาพทรุดโทรม  การแฮงค์ในตอนเช้า  ทำให้วันหยุดหมดไปกับอาการป่วยคลื่นไส้เวียนหัว  แทนที่ร่างกายจะได้พักผ่อนจริงๆ 


7. การไม่ออกกำลังกาย   คนไทยกว่าร้อยละ 20 เป็นภูมิแพ้จากมลภาวะที่อยู่รอบตัว โดยเฉพาะสังคมเมืองที่มีประชากรอาศัยอยู่รวมกันเป็นจำนวนมาก จนก่อให้เกิดความแออัด เป็นแหล่งเพาะพันธุ์สารก่อภูมิแพ้ขึ้น  การออกกำลังกาย คือ สิ่งจำเป็นที่จะช่วยสร้างภูมิต้านทานในร่างกายของเราให้แข็งแรงต่อสู้กับโรคร้ายได้อยู่เสมอ  คนเมืองที่ไม่ออกกำลังกายเลยก็จะทำให้กล้ามเนื้อไม่ได้รับการพัฒนา ร่างกายอ่อนแอ ป่วยง่าย ลงพุงและมีความเครียดสะสม 
ที่มา :  1. กระทรวงสาธารณสุข , สืบค้นเมื่อ 5 ต.ค.60         
           2. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ  
, สืบค้นเมื่อ 5 ต.ค.60
          3. National Weight Control Registry  , สืบค้นเมื่อ 5 ต.ค.60
ผู้เรียบเรียง : ภก.เชิดเกียรติ  แกล้วกสิกิจ

อะไรคือความเสี่ยง ของครอบครัวคนในเขตเมือง

 ประเทศไทยนับว่ามีการเจริญเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจและเทคโนโลยี โดยไม่มีแนวโน้มหยุดนิ่งหรือชะลอตัว เมื่อ เศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยีมีความเจริญก้าวหน้า คือการตามมาของการขยายตัวความเป็นชุมชนเมือง  จากการศึกษาพบว่ามีความเสี่ยงของครอบครัวในเขตเมือง 6 ด้าน คือ 

ด้านบทบาทหน้าที่  พบว่ามีความไม่รู้และไม่เข้าใจหน้าที่ของตนเอง  เช่น ไม่แน่ใจว่าจะดูแลสมาชิกในครอบครัวได้ถูกต้องและเหมาะสม  ไม่มีการวางเป้าหมายของครอบครัว  วางเป้าหมายเพียงเรื่องการทำมาหากิน แต่ไม่มีการวางเป้าหมายชีวิตและการดูแลกัน   ไม่รู้บทบาทครอบครัวของตนเอง
ด้านสัมพันธภาพ พบภาวะ  ต่างคนต่างอยู่สะท้อนให้เห็นว่ามีการช่วยเหลือกันน้อยลงจนถึงขั้นไม่ช่วยเหลือกันเลย  ไม่มีที่ระบายหรือปรึกษาเรื่องครอบครัว  ไม่เล่าเรื่องที่ตนเองพบอยู่ให้ครอบครัวฟัง ครอบครัวไม่ใช้เหตุผลในการแก้ปัญหา  ด่าทอหยาบคาย ทำร้ายร่างกายและละเลยทอดทิ้ง ทำร้ายร่างกายตนเองและสมาชิกในครอบครัว   สิ่งที่ต้องการคือ ถ้ามีศูนย์หรือพื้นที่ที่เข้าใจให้คำปรึกษา สัมพันธภาพในครอบครัวน่าจะดีขึ้น 
ด้านการจัดการเวลา  พบว่าส่วนใหญ่ไม่ได้ทำกิจกรรมร่วมกันกับครอบครัว  สะท้อนว่าไม่มีเวลา ซึ่งส่งผลต่อสัมพันธภาพให้เห็นได้อย่างชัดเจน โดยส่วนใหญ่บอกว่าเวลากินข้าวเป็นช่วงที่จะได้พบหน้ากันมากที่สุด 
ด้านการเงิน พบว่าส่วนใหญ่รู้เรื่องการบริหารจัดการเงินปานกลางถึงน้อยมาก   รายรับน้อยกว่าหรือเท่ากับรายจ่าย  ไม่มีการออมเงิน  ในส่วนผู้ที่ออมเงินไม่มั่นใจว่าเงินออมจะเพียงพอ  และคิดว่าเงินออมไม่พอแน่นอนหากเกิดวิกฤติ   ส่วนมากมีหนี้สินเรื่องการใช้จ่าย  ไม่มั่นใจว่าจะใช้หนี้หมด  และส่วนน้อยยืนยันว่าใช้หนี้ไม่หมดแน่นอน   มีบางส่วนทำบัญชีรายรับรายจ่าย แต่ไม่ค่อยเห็นประโยชน์  สิ่งที่ต้องการคือการเรียนรู้การบริหารจัดการเงินของตนเองให้มีประสิทธิภาพ  เพราะปัจจุบันมีพลวัตของการเงินที่รวดเร็ว 
ด้านสุขภาวะของคนเมือง  พบว่าส่วนใหญ่ใส่ใจตนเอง  ระวังยาเสพติด แต่ดื่มเหล้าและสูบบุหรี่  เล่นการพนันและเสี่ยงโชคทุกรูปแบบ  บางส่วนติดสารเสพติดอื่นๆ   จัดการความเครียดได้น้อยมากและไม่ได้เลย  มีปัญหาสุขภาพจิตในชุมชนของตนเอง 
ด้านการดูแลผู้สูงอายุ พบว่าส่วนใหญ่ดูแลผู้สูงอายุได้เหมาะสม เปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุมีส่วนร่วมในครอบครัว  แต่มีความกังวลว่าผู้สูงอายุจะเหงาเพราะไม่มีเวลาดูแล บางส่วนไม่มีเวลาดูแลผู้สูงอายุ และกังวลเรื่องค่ารักษาพยาบาลของผู้สูงอายุ  ส่วนน้อยกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายประจำวันของผู้สูงอายุ


ที่มา  โครงการศึกษาครอบครัวไทยที่อาศัยอยู่ในเขตเมือง ปี 2557 , สำนักงานสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), สมาคมครอบครัวศึกษาแห่งประเทศไทย, สภาพัฒน์ และ สถาบันอาร์แอลจี (รักลูก เลิร์นนิ่ง กรุ๊ป) , สืบค้นเมื่อ 4 ตุลาคม 2560
ผู้เรียบเรียง : ภก.เชิดเกียรติ  แกล้วกสิกิจ

อะไรคือพฤติกรรมสุขภาพของคนเขตเมืองยุค 4.0

พฤติกรรมทางสุขภาพของคนไทยยุค 4.0  จากการศึกษาพบว่า 
      กลุ่มเด็กเล็ก  เริ่มติดหวานตั้งแต่ 2-5 ขวบ ผู้ปกครองเริ่มให้กินน้ำหวานหรือน้ำอัดลม มากกว่า 1 ครั้งต่อวัน ถึงร้อยละ 12% และ 30% ของเด็กเล็กมีพัฒนาการต่ำกว่าเกณฑ์โดยเฉพาะพัฒนาการด้านภาษา  ส่วนหนึ่งมาจากการใช้เทคโนโลยีทั้งสมาร์ทโฟน ไอแพทในการเลี้ยงดู  
     กลุ่มวัยรุ่น มีพฤติกรรมขยับน้อยกว่าผู้สูงอายุ โดยวัยรุ่นเฉลี่ยมีกิจกรรมทางกายเพียง 1.14 ชั่วโมงต่อวัน แต่ใช้เวลาไปกับอินเตอร์เน็ต ชั่วโมงต่อวัน และต้องการความรู้เรื่องเพศเรื่องเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย  จากการสำรวจรายงานสุขภาพคนไทยพบว่า จำนวนคู่นอนเฉลี่ยของวัยรุ่นอยู่ที่ 5 คน ทั้งหญิงและชาย
     กลุ่มวัยทำงาน  มีวัฒนธรรมการดื่มกาแฟตอนเช้า น้ำหวานกลางวัน และดินเนอร์ขนมหวานตอนเย็น   มีการสำรวจถนนสายเศรษฐกิจแห่งหนึ่งในกรุงเทพ เพื่อตรวจปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่มชงหวาน 5 เมนูยอดฮิต พบว่าใน แก้ว หรือราว 250 มลมีปริมาณน้ำตาลสูงถึง 10-15 ช้อนชา (องค์การอนามัยโลกแนะนำให้ควรปริโภคน้ำตาลในอาหารทุกชนิดไม่เกินวันละ 6 ช้อนชาเท่านั้น ) พฤติกรรมเหล่านี้เสี่ยงต่อโรคอ้วนลงพุง และเป็นสาเหตุของโรคเบาหวาน หัวใจ ความดัน 
     ผู้สูงวัย  ยังขาดการเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ  โดยเฉพาะหลักประกันรายได้ยามเกษียณ  พบว่า 1 ใน 3 ของผู้สูงอายุ มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจนหรือรายได้ต่ำกว่า 2,647 บาทต่อเดือน ซึ่งไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ และ ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ 95% มีโรคประจำตัวแต่ยังคงสามารถดำเนินชีวิตประวันได้ตามปกติ 


เมื่อเราสามาาถเข้าใจพฤติกรรมทางสุขภาพของคนในเมืองแต่ละช่วงวัยที่ต่างไปจากเดิม  ก็จะสามารถออกแบบปัจจัยทางสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ส่งเสริมให้คนในแต่ละวัยมีพฤติกรรมทางสุขภาพที่ดีขึ้นได้

ที่มา :  สำนักพัฒนาภาคีสัมพันธ์และวิเทศสัมพันธ์ สสส.  สืบค้นเมื่อ 4 ตุลาคม 2560
เรียบเรียงโดย : ภก.เชิดเกียรติ  แกล้วกสิกิจ

จำนวนประชากรในเขตเมือง ภาคเหนือตอนล่าง ปี 2559

จำนวนประชากรในเขตเมือง ภาคเหนือตอนล่าง ปี 2559

ที่มา : 1. สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ณ วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2558
        
2. ระบบสถิติทางการทะเบียน http://stat.dopa.go.th/stat/statnew/upstat_m.php  สืบค้น ณ วันที่ 16 พฤศจิกายน 2559
เรียบเรียงโดย : ภก.เชิดเกียรติ  แกล้วกสิกิจ

มองอนาคตการใช้ชีวิตในเขตเมืองศตวรรษที่ 21

•    สมัยก่อนการใช้ชีวิต มนุษย์เรามี 4 กล่องคือ ทำงาน พักผ่อน ซื้อของ และ ไปเที่ยว  เราจะใช้เวลาเป็นกล่องๆ เป็นส่วนๆ แต่ปัจจุบันนี้ เราทำงานได้แม้กระทั่งไปเที่ยว หรือ เราเที่ยวได้แม้กระทั่งเราทำงาน ทุกอย่างถูกผนวกเข้าด้วยกันหมด
•     ศตวรรษที่ 20 เดิม คนสร้างเครื่อง มาสู่ยุคปัจจุบัน ศตวรรษที่ 21 เป็นเครื่องจะกำหนดการกระทำของคน

•   ในยุคศตวรรษที่ 21 มนุษย์มีการแบ่งบันข้อมูลและความรู้กัน พลังสูงสุดคือ Power of Share Knowledge การได้มาซึ่งความรู้ (Produce Knowledge) นั้นไม่เพียงพอ เพราะความรู้สามารถกระจายได้เร็ว สิ่งที่สำคัญคือ การแปลความหมายของข้อมูลนั้น (Produce Meaning)


ที่มา : ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมช.กระทรวงพาณิชย์ ปาฐกถา พิเศษ เภสัชศาสตร์กับการขับเคลื่อน Thailand 4.0  วันที่ 10 กันยายน 2559
ผู้เรียบเรียง : ภก.เชิดเกียรติ  แกล้วกสิกิจ